รีวิว Netflix ซีรีส์ Black Mirror ซีซั่น 1

รีวิว Black Mirror ซีซั่น 1 “เทคโนโลยี ความรัก และเซ็กซ์”


ขอบอกก่อนเลยค่ะว่า..ซีรีย์เรื่องนี้มีเนื้อหารุนแรงมาก ทั้งประเด็นเพศ สังคม ครอบครัว โดยเฉพาะซีซั่นนี้ ที่ได้สะท้อนด้านมืดของเทคโนโลยี รวมถึงสำรวจจิตใจของมนุษย์และสังคม ซีรีส์นี้จะเล่าเรื่องสมมุติว่าถ้าเทคโนโลยีได้พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งแล้ว จะส่งผลกระทบอะไรต่อมนุษย์บ้าง จะเป็นไปได้ไหมว่าอาจจะมีโทษที่เราคาดไม่ถึง

ซีรีส์คุณภาพจาก Netflix ที่เต็มไปด้วยประเด็นการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เนื้อหาส่วนใหญ่ในเรื่อง Black Mirror นั้นจะเล่าถึงโลกอนาคต แต่บางครั้งก็เป็นเสมือนเรื่องของปัจจุบัน เป็นเหมือนหนังสั้นหลากเรื่อง จากหลายผู้กำกับ ที่ทุกเรื่องนั้นมักมีประเด็นเดียวกันด้วยการพูดถึงเรื่องราวของเทคโนโลยี โดยแต่ละเรื่องนั้นทำให้เราสนุกไปกับไอเดียพอสมควร และมีหลายประเด็นที่สามารถเก็บมาคิดหลังดูจบ อีกทั้งยังสามารถนำไปถกกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ชมด้วยได้อย่างสนุก หากใครชอบเรื่องราวแนวไซไฟ ซีรีส์เรื่องนี้จะเหมาะกับคุณมากๆ เลยล่ะ โดยในซีซั่นแรกนั้นจะมีทั้งหมดด้วยกัน 3 ตอน ดังนี้

Episode 1: The National Anthem
Black Mirror
ภาพจาก medium.com

ประเด็นเรื่องนี้หนักมากค่ะ โดยเรื่องราวได้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อนายกรัฐมนตรีถูกปลุกในตอนกลางดึกคืนหนึ่ง เพราะองค์หญิงประเทศของเขาถูกผู้ก่อการร้ายถูกจับเป็นตัวประกัน โดยผู้ร้ายได้ถ่ายคลิปข่มขู่ออกมาเผยแพร่ พร้อมข้อแลกเปลี่ยนสุดบ้าบิ่น ด้วยการให้นายกฯ มีอะไรกับหมูพร้อมไลฟ์สดให้ทั่วประเทศได้ดูเพื่อแลกกับชีวิตองค์หญิง หากถึงเวลาแล้วไม่ทำจะฆ่าเจ้าหญิงทันที ทางรัฐบาลจึงพยายามหาทางแก้ไข ทั้งโดยการหาคนร้าย และหาทางออกทางอื่น เพื่อที่จะไม่ให้ประชาคมโลกได้เห็นภาพนายกรัฐมนตรีของประเทศต้องทำเรื่องน่าอับอาย

เป็นตอนที่เรารู้สึกกดดันมาก ผู้เขียนแสดงให้เห็นถึงอำนาจของอินเทอร์เน็ตที่แม้กระทั่งรัฐบาลยังอาจสู้ไม่ได้ เห็นได้ชัดเมื่อนายกต้องการปิดข่าว ก็ยังทำไม่ได้เลย เพราะผู้ร้ายได้อัพโหลดคลิปวิดีโอดังกล่าวลงในเว็บ YouTube เสียแล้ว แม้กระทั่งเมื่อทางรัฐสั่งให้เว็บ YouTube ลบคลิปเจ้าหญิงออก แต่ว่าคลิปดังกล่าวก็ยังเผยแพร่ไปในทางอื่นได้อยู่ดี นั่นแปลว่าผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศก็ยังไม่สามารถควบคุมอำนาจของเทคโนโลยีได้ ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปรวดเร็วจนกระทั่งกฎหมายเองยังตามไม่ทัน แม้รัฐบาลจะออกคำสั่งเอาผิดต่อผู้ที่ครอบครองหรือเผยแพร่คลิปของนายกฯ แต่ว่าเอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ กฎหมายจะเอาผิดคนเหล่านั้นได้อย่างไร หากคลิปดังกล่าวเผยแพร่และส่งต่อไปให้หลายล้านคนแล้ว

Episode 2: Fifteen Million Merits
Black Mirror
ภาพจาก www.imdb.com

เรื่องนี้เปิดตัวมาด้วยคอนเซปต์ที่น่าสนใจมาก เรื่องว่าด้วยในโลกอนาคตที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ ทุกคนต้องทำงานด้วยการปั่นจักรยานไฟฟ้าเพื่อเก็บระยะทางที่จะสามารถนำมาใช้แทนเงินในการซื้อสิ่งต่างๆ บิง ชายหนุ่มผิวดำที่มีสีหน้าเบื่อหน่าย ราวกับใช้ชีวิตในสังคมนี้ไปวันๆ อยู่มาวันหนึ่งเขาได้ไปแอบชอบ อาบี เพราะเขาไปได้ยินเธอร้องเพลง จนเริ่มทำความรู้จัก และอาบี ผู้มีความฝันว่าจะเป็นนักร้อง ด้วยการเข้าไปประกวดรายการโชว์ที่ต้องใช้ค่าสมัครเข้าแข่งขันเป็นเงินจำนวนหลายล้าน บิง ก็ยินดีมอบเงินจำนวน 15 ล้าน จากการปั่นจักรยานของเขาทั้งหมดมาให้ อาบี เพื่อให้เธอได้ไปตามความฝันครั้งนี้ ก่อนที่การตัดสินใจครั้งนี้จะทำให้ชีวิตของบิง ต้องเปลี่ยนไป

เรื่องนี้ดูแล้วแอบปลง เพราะในส่วนของตอนจบที่เหมือนสรุปได้ว่า..สุดท้ายคนเราก็ต้องเลือกทางให้ตัวเองสบาย สำหรับฉากและเทคโนโลยีในเรื่องทุกอย่างดูทันสมัย เราชอบไอเดียเรื่องการใช้เงินในการทำทุกอย่างในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งบีบยาสีฟัน ซึ่งจำนวนเงินจะลดลงตามการบีบ รวมถึงลักษณะการโฆษณาที่เราสามารถเลือกกดข้ามไม่ดูก็ได้ แต่ก็ต้องเสียเงิน ทำให้นึกถึงโฆษณาที่พวกเราเห็นกันในเว็บ YouTube ทุกวันนี้ แต่โฆษณาในเรื่องนี้นั้นน่ารำคาญกว่ามากๆ เพราะถ้าเงินหมดจะกดข้ามไม่ได้เลยล่ะ ถ้าหลับตา มันจะส่งเสียงเตือน บังคับให้เราลืมตาเพื่อดูต่อ!

ในเรื่องนี้เราจะพบว่าสังคมนี้ปฏิบัติต่อคนเหมือนหุ่นยนต์เลยล่ะ การให้สวมเสื้อผ้าสีเทาเหมือนกันไปหมด ห้องนอนแคบไม่มีหน้าต่าง มีแต่วิวที่เสมือนหน้าต่างที่แทนกันไม่ได้ แต่ละคนแทบไม่ปฏิสัมพันธ์กัน ดูไร้ชีวิต จึงไม่แปลกใจเมื่อตัวเอกของเรื่องได้พบกับคนที่เขารู้สึกว่า “จริงแท้” ขึ้นมา ถึงขั้นรู้สึกอยากผลักดันให้อีกฝ่ายได้ไปสู่โลกที่ดีขึ้น ทั้งนี้เราอาจจะมองว่า อาบี เธอคือตัวแทนของความหวังของบิงที่ทำให้เขาใช้ชีวิตต่อไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ฉากที่สองคนคุยกันก็ทำให้เราอมยิ้มได้พอสมควรเลยล่ะ

Episode 3: The Entire History of You
Black Mirror
ภาพจาก black-mirror.fandom.com

คอนเซปต์ตอนนี้ก็ดีค่ะ ไปไกลมาก เรื่องว่าในโลกอนาคตที่ผู้คนทุกคนจะมีชิปคอมพิวเตอร์อยู่หลังใบหู ชิปตัวนี้เรียกว่า “grain” เพื่อให้สามารถบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่คนๆ นั้นพบเจอมาตลอดวัน แถมยังสามารถย้อนดูความทรงจำในอดีตได้หรือจะลบทิ้งก็ได้ คู่รักคู่หนึ่งที่คบกับมานาน จนกระทั่งฝ่ายชายได้จับพิรุธแฟนสาวของเขาว่าเธอได้เคยแอบคบชู้กับเพื่อนชายของเธอ การสืบชู้ในครั้งนี้จึงเป็นการสิบจากความทรงจำที่ผ่านมาของทั้งแฟนสาวและชู้ ก่อนที่เขาจะพบความจริงที่เจ็บปวด

คนขี้หึง ขี้ระแวง ขนาดไม่มีอุปกรณ์ตัวนี้ยังสามารถจับผิดคนรักได้มากมายแม้เรื่องเล็กน้อย แล้วมาลองนึกภาพว่าหากคนเหล่านั้นเกิดมีอุปกรณ์ที่สามารถย้อนดูความทรงจำทั้งของตนเองและของอีกฝ่ายได้จะเป็นอย่างไร แบบนี้ไม่ยิ่งทำให้คนก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่ายได้มากกว่าเดิมเลยหรอ? และคนเรามักไม่ค่อยมีทางเลี่ยงแฟนตัวเองโดยอ้างเรื่องความเป็นส่วนตัวได้ด้วยสิ

ฉากหนึ่งที่เราว่าตลกร้ายและน่าสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน คือเมื่อคู่นี้มีเซ็กซ์หลังทะเลาะกัน ทั้งคู่ก็ต่างย้อนดูความทรงจำสมัยที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ เมื่อครั้งยังมีเซ็กส์แบบเร่าร้อน ฉากนี้นอกจากจะสื่อให้เห็นว่าคู่รักคู่นี้มีปัญหาในชีวิตคู่ เพราะต้องพึ่งพาความทรงจำสมัยที่รักกันเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ไปต่อได้ ในเรื่องเมื่อตัวละครทำการ “redo” ดวงตาจะมีสีขาว ราวกับดวงตาของปีศาจ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อได้ชัดเจนว่า บุคคลนั้นไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง ณ ชั่วขณะนั้นแล้ว

DooDiDo คิดว่าซีรีส์เรื่องนี้ เป็นหนึ่งของซีรีส์ใน Netflix ที่มีความน่าสนใจมาก ด้วยการที่ได้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยี และคุณภาพของซีรีส์สูงขึ้นเรื่อยๆ จนอยากดูตอนต่อไปทันทีหลังดูจบ แม้จะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างน้อย แต่ก็ทำออกมาได้ดีเลยล่ะ

ติดตามข่าวสารทั่วโลกทาง DooDiDo.com อัพเดตก่อนใครทุกวัน

แหล่งที่มา : pantip.com/topic/35976688, reviewburi.com, cities.trueid.net, www.playinone.com